Tour Destinations

Asia
Europe
ท่านรู้จักเราได้อย่างไร ?
 
หน้าหลัก arrow ข่าวสารอัปเดจ arrow Latest arrow ผลโหวต 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม
ผลโหวต 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม PDF พิมพ์ อีเมล์
ผลโหวต 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ที่เพิ่งประกาศผลไปเมื่อวันที่ 7 เดือน7 ปี 2007 ซึ่งจัดโดยองค์กร "สิ่งมหัศจรรย์ใหม่ 7 อย่าง" (New 7 Wonders) ที่เปิดให้ประชาชนทั่วโลกโหวตเข้าไปทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งผู้จัดอ้างว่ามีผู้โหวตมากถึงกว่า 100 ล้านคน ผลก็ได้ออกมาอย่างที่ทราบๆกันไปแล้วคือ 1. มหาวิหารชิเชน อิตสา ในเม็กซิโก 2. สนามกีฬาโคลอสเซียม กรุงโรม ประเทศอิตาลี 3. รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ประเทศบราซิล 4. กำแพงเมืองจีน 5. มาชู ปิกชู ประเทศเปรู 6.ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย 7. นครเปตรา ประเทศจอร์แดน

image.aspx.jpg

 
























เมื่อผลโหวตประกาศออกมา หลายคนตื่นเต้นยินดีกับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ที่ประกาศออกมา แต่หลายคนก็แสดงความไม่เห็นด้วย เพราะวิธีการโหวตเข้าไปทางอินเตอร์เน็ตนั้นข้อดีอย่างหนึ่งก็คือเป็นการเปิดกว้างให้ผู้คนทั่วโลกได้มีส่วนร่วมการจัดอันดับในครั้งนี้ แต่ข้อเสียที่หลายคนมีความเห็นแย้งก็คือ การโหวตทางอินเตอร์เน็ตในทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์และเป็นเรื่องของธุรกิจการค้าไปแล้ว ซึ่งไม่น่าจะนำมาใช้กำหนดความเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม เพราะประเทศไหนทุ่มสุดตัวรณรงค์ให้ผู้คนช่วยกันโหวตเข้าไปมากก็ย่อมจะได้คะแนนมากและสิทธิ์ที่จะชนะการโหวต และเมื่อสถานที่ในประเทศของตนได้รับยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแล้ว ก็แน่นอนว่าจะมีนักท่องเที่ยวมากมายจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้าไปเที่ยวชม ซึ่งเป็นผลประโยชน์มหาศาล
       
       ในทางกลับกันประเทศเล็กๆที่มีประชากรไม่มาก ประชาชนในประเทศค่อนข้างจะยากจนมีคนใช้อินเตอร์เน็ตน้อยก็ย่อมจะเสียเปรียบเป็นธรรมดา แม้นพวกเขาจะมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นมรดกทางอารยะธรรมโบราณที่ยิ่งใหญ่น่ามหัศจรรย์เพียงใดก็ตาม แต่ก็อาจจะต้องพลาดโอกาสได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกไป ดูได้อย่างปราสาทหินนครวัด ของกัมพูชาที่เคยได้รับยกย่องให้เป็น 1 ในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ในอดีต แต่ก็ต้องมีอันตกอันดับไปในที่สุด
       
       ผมค่อนข้างจะเห็นใจชาวกัมพูชาที่อยู่ดีๆ นครวัดก็หล่นอันดับลงไปเหมือนดาวพลูโต ที่วันหนึ่งนักดาราศาสตร์ไปพบเข้าแล้วจัดให้เป็นดาวเคราะห์ 1 ใน 9 ดวงของดาวเคราะห์ที่เป็นบริวารของดวงอาทิตย์ แต่อยู่มาวันหนึ่งนักดาราศาสตร์อีกนั่นแหละที่เป็นคนถอดถอนดาวพลูโตออกจากการเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ เรียกว่าปลดกันกลางอวกาศแบบไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวเลยก็ว่าได้ (ความจริงดาวพลูโตก็คงจะไม่รู้เรื่องรู้ราวมาตั้งแต่ต้น)
       
       แต่จะว่าไปแล้วการปลดดาวพลูโตนั้นยังมีความเป็นเหตุเป็นผล มีการศึกษากันอย่างจริงจังจนพบว่าแท้จริงแล้วดาวพลูโตไม่ได้โคจรรอบดวงอาทิตย์แต่อย่างใด และยังมีขนาดเล็กเกินกว่าจะเป็นดาวเคราะห์เหมือนเช่นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ที่ประชุมนักดาราศาสตร์จากทั่วโลกจึงลงมติถอดถอนให้มีสภาพเหลือเพียงดาวเคราะห์แคระเท่านั้น
       
       แต่สำหรับนครวัดแล้ว ความยิ่งใหญ่และความมหัศจรรย์ของศาสนสถานแห่งนี้มิได้ลดทอนลงจากอดีตเลยแม้แต่น้อยนิด แต่ก็กลับต้องมาถูกปลดจากความเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกลงไปได้ ผมมิได้ปฏิเสธความยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ของ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ที่เพิ่งได้รับการโหวต เพราะแต่ละสถานที่ก็ล้วนมีความงดงาม มีความมหัศจรรย์ และมีความยิ่งใหญ่ของอารยะธรรมของมนุษยชาติที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน เพียงแต่เสียดายและเสียใจแทนสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เคยได้รับการยกย่องและได้รับการจัดอันดับมาแล้วเป็นเวลายาวนานต่างหาก ซึ่งเราน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านั้น เช่นอาจจะใช้ชื่อเรียกที่ต่างกันออกไป เช่น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน เพื่อที่จะได้ไม่ไปกระทบกับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ที่มีอยู่เดิม
       
       เราลองมาดูความยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ของนครวัดกันอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าศาสนสถานแห่งนี้ยังคงความยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ไม่เสื่อมคลาย ปราสาทหินนครวัด สร้างขึ้นโดยอาณาจักรขอมในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เมื่อราว พ.ศ. 1652-1700 เป็นศาสนสถานที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสนสถานชิ้นเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีอาณาเขตที่ล้อมรอบด้วยคูน้ำขนาดกว้าง 190 เมตรโอบล้อมเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้าง 1,300 เมตร ยาว1,500 เมตรเลยทีเดียว
       
       จากประตูด้านนอกมีถนนปูด้วยหินทรายกว้าง 12 เมตร ยาว 200 เมตรทอดตรงเข้าไปสู่ปราสาทด้านในที่มีกำแพงหินทรายรูปสี่เหลี่ยมกว้าง 800 เมตร ยาว1,000 เมตร ล้อมรอบองค์ปราสาทที่มียอดเป็นปรางค์ขนาดใหญ่ 5 ยอด ยอดปรางค์ประธานที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางมีความสูงถึง 65 เมตร หรือสูงราวตึก 20 ชั้นเลยทีเดียว รอบปราสาทมีเสาหินขนาดใหญ่น้ำหนักนับสิบตันเรียงรายมากมายถึง 1,800 ต้น
       
       ความยิ่งใหญ่ของปราสาทหินนครวัดนั้นมิได้ยิ่งใหญ่ตระการตาเฉพาะโครงสร้างของปราสาทเท่านั้น แต่ภายในปราสาทไม่ว่าจะเป็นตามเสาหิน และผนังกำแพงระเบียงคตที่สูงราว 2 เมตรยาวนับกิโลเมตรนั้น บนพื้นผิวศิลายังได้ถูกสลักเสลาเป็นภาพนูนสูงของเหล่าเทพยดา นางฟ้า นางอัปสร ยักษ์ และบรรดาสัตว์ในเทพนิยาย สัตว์ในป่าหิมพานต์ ภาพสลักที่วิจิตรงดงามเหล่านี้เช่นภาพการกวนเกษียรสมุทร ภาพการรบที่ทุ่งกุรุเกษตรในตำนานมหากาพย์มหาภารตะยุทธ และภาพขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 อันยิ่งใหญ่ตระการตาเป็นต้น ซึ่งภาพสลักหินทรายที่ได้ชื่อว่างดงามอ่อนช้อยเป็นที่ติดตาตรึงใจกับผู้ได้มีโอกาสไปเที่ยวชมก็คือรูปสลักของบรรดาเหล่านางอัปสราที่สวยงามราวสาวสวรรค์กว่า 1,700 นาง ที่แต่ละนางมีรูปร่างหน้าตาสวยงามผิดแผกแตกต่าง ไม่ซ้ำกันเลยแม้แต่นางเดียว
       
       ความยิ่งใหญ่และวิจิตรงดงามของปราสาทหินนครวัดที่สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือมนุษย์เกือบพันปีก่อนในยุคสมัยที่มนุษย์ไม่มีเครื่องจักรเครื่องกล ไม่มีเครื่องทุ่นแรงและเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยไฮเทคเหมือนเช่นปัจจุบัน แต่มนุษย์ยุคนั้น สมัยนั้นก็มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่สูงสุดที่มนุษย์สมัยนี้ไม่มีนั่นคือพลังแห่งศรัทธาอันยิ่งใหญ่ ที่เป็นเสมือนเครื่องไม้เครื่องมือในการสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้
       

       ความลำบากยากเข็นของการสร้างปราสาทหินนครวัดนั้น นักโบราณคดีได้ศึกษาและคำนวณออกมาว่า จะต้องใช้หินทรายมากมายถึงราว 600,000 ลูกบาศก์เมตรมาใช้ในการก่อสร้าง โดยตัดหินและขนจากแหล่งตัดหินที่พนมกุเลนซึ่งอยู่ห่างออกไปถึง 50 กิโลเมตร ซึ่งน่าจะต้องใช้แรงงานคนนับแสน ใช้ช้างกว่า 40,000 เชือก รวมทั้งใช้เวลาก่อสร้าง สลักเสลาต่อเติมกันมายาวนานนับร้อยปีเลยทีเดียว จึงจะออกมาเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่มหัศจรรย์เช่นนี้ได้
       
       นั่นจึงไม่แปลกที่นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษอย่าง อาร์โนลด์ ทอยน์บี ผู้เดินทางข้ามน้ำข้ามแผ่นดินมาจากอารยะธรรมตะวันตกเมื่อได้มาพบได้มาเห็นนครวัดแห่งนี้แล้วถึงกับตื่นตะลึงเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นวลีอมตะที่ว่า
       
       "SEE ANGKOR WAT AND DIE"
      

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

บทความฮอตฮิต